เฝ๋อไลเจา Pho Lai Chau
mr.hotsia travel ประเทศไม่ระบุ จังหวัดไม่ระบุ HOT03448
เฝ๋อไลเจา Pho Lai Chau: รสชาติและบรรยากาศที่ต้องลิ้มลองจากสนามจริงกับ mr.hotsia
ถ้าพูดถึงอาหารเวียดนามที่ผม mr.hotsia ประทับใจมากที่สุดอีกจานหนึ่ง หนึ่งในนั้นต้องมี “เฝ๋อไลเจา (Pho Lai Chau)” อยู่ในใจอย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องนี้ผมได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในภาคเหนือของเวียดนาม ที่ซึ่งวัฒนธรรมและรสชาติอาหารผสมผสานกันอย่างลงตัว และบอกเลยว่าความเข้มข้นของน้ำซุป ความสดของเนื้อ และการจัดจานที่ดูเรียบง่ายแต่กินเข้าไปแล้วลึกซึ้งถึงอารมณ์ นี่แหละคือเสน่ห์ของเฝ๋อไลเจาในแบบฉบับ mr.hotsia
ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเล่าเรื่องทัวร์ในบริเวณภาคใต้ของเวียดนามอย่าง ทัวร์เที่ยวหมีเทอ จังหวัดเตี่ยนยาง ที่ซึ่งมีแม่น้ำโขงสายใหญ่เป็นทั้งเส้นทางเดินเรือและแหล่งอาหารสด แต่การได้มาเจอเฝ๋อไลเจาในภาคเหนือครั้งนี้ มันเหมือนกับการเจอโลกที่แตกต่างของอาหารเวียดนาม ผมเดินทางมาในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย แสงแดดยามเช้าทำให้บรรยากาศเมืองแห่งนี้ดูอบอุ่นและสดชื่นกว่าที่คิด
ร้านเฝ๋อที่ผมเลือกเข้าไปนั่ง เป็นร้านเล็ก ๆ ริมถนนที่คนท้องถิ่นแวะเวียนมาตลอดวัน กลิ่นหอมของน้ำซุปที่เคี่ยวด้วยกระดูกวัวและเครื่องเทศแบบเวียดนามแท้ ๆ ลอยมาเตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป นั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ เหมือนกับที่ผมเคยนั่งกินเฝ๋อในหลายเมืองใหญ่ของเวียดนาม แต่ที่นี่น้ำซุปเข้มข้นกว่า กลมกล่อมกว่า และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งที่ต่างจากเฝ๋อทั่วไปคือการเลือกใช้เนื้อวัวสดที่บางและนุ่มมาก ๆ รวมถึงการเติมสมุนไพรสดอย่างผักชีฝรั่ง ใบโหระพา และถั่วงอกที่กรอบสดลงไปในชามเฝ๋อ เมื่อได้กินพร้อมกับน้ำซุปที่หอมหวานจากการเคี่ยวเนื้อมานานหลายชั่วโมงแล้ว มันเหมือนกับเป็นการปลุกความทรงจำในรสชาติอาหารเวียดนามแท้ ๆ ที่ผมตามหาอยู่
นอกจากนี้ผมยังได้พูดคุยกับเจ้าของร้านซึ่งเล่าว่ารสชาติของเฝ๋อไลเจานี้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนในเมืองนี้ น้ำซุปจะต่างจากเมืองอื่นตรงที่ใช้น้ำต้มกระดูกวัวผสมกับสมุนไพรภูเขา ทำให้มีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นแต่ไม่เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
สำหรับนักเดินทางที่สนใจมาเยือนและลิ้มลองรสชาตินี้โดยตรง ขอแนะนำว่าควรมาในช่วงเช้าและตอนเย็น เพราะอากาศกำลังดีและร้านอาหารเปิดให้บริการเต็มที่ เดินเล่นในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น และแน่นอนว่าอย่าลืมแวะหาของกินเล่นริมทางที่มักจะมีขายพร้อม ๆ กับเฝ๋อไลเจานี้ด้วย
ส่วนเรื่องการเดินทาง แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนเมืองอื่นในเวียดนาม แต่ก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากเมืองสำคัญใกล้เคียงด้วยรถบัสหรือแท็กซี่ท้องถิ่น ผมเองเคยเดินทางจากพื้นที่ทัวร์ใน จังหวัดเตี่ยนยาง มาใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ซึ่งคุ้มค่ามากกับประสบการณ์ที่ได้รับ
ข้อดีของการเดินทางแบบนี้คือคุณจะได้เห็นความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องอาหาร วัฒนธรรม บรรยากาศ และผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผม mr.hotsia ชอบมากที่สุดในการเดินทาง ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดัง แต่คือการได้ซึมซับชีวิตจริงของคนท้องถิ่นผ่านอาหารอร่อย ๆ ที่เขาทำกันทุกวัน
ถ้าใครสนใจอยากชมบรรยากาศและรสชาติของเฝ๋อไลเจาแบบเต็ม ๆ ผมแนะนำให้ดูวิดีโอที่ผมถ่ายไว้ในการเดินทางครั้งนี้ เฝ๋อไลเจา Pho Lai Chau ซึ่งจะได้เห็นภาพจริงของร้าน อาหาร และบรรยากาศเมืองที่ผมพูดถึงในบทความนี้ด้วยครับ
สำหรับที่พักในเมืองที่ใกล้เคียงกับเส้นทางนี้ อาจจะยังไม่ค่อยมีรีวิวมากนัก แต่ถ้าหากใครสนใจผมเคยแนะนำที่พักสไตล์เกรสเฮ้าส์ในเมืองเชียงใหม่อย่าง บ้านเสลา เกรสเฮ้าส์กลางนิมมานเหมินทร์ ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่นอย่างแท้จริง หรือถ้าอยากได้ประสบการณ์โรงแรมดีแต่ราคาย่อมเยาในต่างประเทศ ผมก็มีแนะนำไว้ในบทความ แนะนำโรงแรมถูกและดีในเกาหลีใต้ ซึ่งอาจช่วยเป็นไอเดียการจัดทริปในอนาคตได้เช่นกัน
สุดท้ายนี้ การได้ลิ้มลองเฝ๋อไลเจาถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผม mr.hotsia อยากบอกต่อ เพราะมันไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นการเข้าถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนเวียดนามเหนืออย่างแท้จริง ใครที่ชื่นชอบการเที่ยวแบบกินจริงอยู่จริง อย่าพลาดครับ แล้วคุณจะรู้ว่ารสชาติเฝ๋อที่แท้จริงนั้นมันต่างจากภาพลักษณ์ในหนังสือหรือร้านอาหารทั่วไปอย่างไร