เตาเผาอิฐเบ๋นแจ(Ben tre Brick kiln)
mr.hotsia travel เวียดนาม เบ๊นแจ(Bến Tre) HOT07940
เตาเผาอิฐเบ๊นแจ (Ben Tre Brick Kiln) จุดชมวิถีชาวบ้านและงานคราฟต์ดินเหนียวที่แท้จริง
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผม mr.hotsia เดินทางตั้งแต่โฮจิมินห์ซิตี้ลงไปยังเวียดนามใต้ หนึ่งในความประทับใจที่ไม่อาจลืมคือการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำใน จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) หรือที่ใครหลายคนเรียกกันว่า "แผ่นดินมะพร้าว" ของเวียดนาม เพราะต้นมะพร้าวขึ้นเขียวขจีไปทั่วทั้งจังหวัด แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้มาแค่ดูมะพร้าวครับ ผมมาเจาะลึกถึงงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมไว้ นั่นคือ “เตาเผาอิฐ” หรือ Ben Tre Brick Kiln ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงแห่งนี้
ถ้าคุณเคยนั่งเรือล่องไปตามลำน้ำในสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง จะเห็นโรงงานเผาอิฐเรียงรายหลายแห่งตามสองฝั่งคลองและแม่น้ำ แต่ที่เบ๊นแตรนี่แหละที่ผมเห็นภาพรวมชัดเจนและลงลึกได้มากที่สุด เพราะผมซื้อทัวร์ครึ่งวันพาไปดูขั้นตอนการทำอิฐแบบครบวงจร ตั้งแต่การกดดินเหนียวให้เป็นก้อนจนถึงการเผาอิฐในเตาเผาที่ใช้แกรบ (กรวดแม่น้ำ) เป็นเชื้อเพลิง
บรรยากาศโรงงานและขั้นตอนการทำอิฐ
โรงงานที่ผมไปดูมีเตาเผาอิฐหลายเตา แต่เปิดใช้งานจริงแค่เตาเดียว การทำงานเริ่มจากการตักดินเหนียวมาผสมกับน้ำและอัดลงในแม่พิมพ์เป็นก้อนสี่เหลี่ยม ก่อนนำไปตากแดดจนแห้งสนิท ซึ่งบางช่วงแดดแรงมาก ผมที่เดินถ่ายรูปยังรู้สึกได้ถึงความร้อนลวกผิวหนังเลยครับ หลังจากนั้นก้อนอิฐที่แห้งจะถูกยกเข้าเตาเผา หรือจะเรียกว่าเตาอบก็ได้ เพราะเป็นการอบด้วยความร้อนสูงจากการเผาแกรบที่กองอยู่ใต้เตา
ผมได้เห็นช่างเผาอิฐคอยควบคุมไฟให้ได้อุณหภูมิพอดี ไม่ให้ร้อนเกินจนอิฐแตกหรือไม่สุกดี การทำงานดูไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูงมาก ผมลองถามชาวบ้านที่นี่ เขาบอกว่าการเผาอิฐต้องทำอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว นี่คืองานฝีมือที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
มุมมองของผมกับเบ๊นแตรและการเดินทาง
จังหวัดเบ๊นแตรเองตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง มีระยะทางจากโฮจิมินห์ซิตี้ประมาณ 85 กิโลเมตร การเดินทางผมเลือกใช้บริการรถตู้ของบริษัทไหมหลิน (Mai Linh) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสะดวกสบายและบริการดี นั่งแอร์เย็นสบายตลอดทาง ผ่านสะพานแขวนที่มีวิวแม่น้ำโขงสวยงาม โดยเฉพาะช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังตกดินเป็นภาพที่ผมชอบมาก ถ้าสนใจเรื่องนี้ลองอ่าน บทความจังหวัดเบ๊นแตรของผม กับ อาทิตย์ตกดินที่แม่น้ำโขงเมืองเบ๊นแตร ได้เลยครับ
เมื่อมาถึงตัวเมืองเบ๊นแตร ผมได้มีโอกาสเดินเล่นยามค่ำคืนในตลาดและริมทะเลสาบกลางเมือง ที่นี่เต็มไปด้วยบรรยากาศชุมชนที่เป็นกันเอง มีร้านค้าขายอาหารท้องถิ่นและของหวานจากมะพร้าว เช่น ลูกอมมะพร้าวเบ๊นแจ ที่ขึ้นชื่อ ผมชอบมากที่ได้กินของหวานสดใหม่หลังจากเดินชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำและเตาเผาอิฐ
ชีวิตริมแม่น้ำและการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
ประสบการณ์ที่เตาเผาอิฐไม่ใช่แค่เรื่องงานฝีมือ แต่ยังเป็นการได้สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านริมแม่น้ำโขง ผมเห็นคนงานคุยกันระหว่างพัก มีเด็กๆ เล่นน้ำ มีเรือหาปลาวิ่งผ่านไปมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและกลิ่นดินเหนียวผสมกลิ่นควันไฟจากเตาเผา เหมือนย้อนเวลากลับไปในยุคที่ชุมชนยังพึ่งพิงธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
หากคุณได้มาเที่ยวที่นี่ การซื้อทัวร์ครึ่งวันไปดูเตาเผาอิฐถือเป็นกิจกรรมที่ควรค่าและแตกต่างอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตอิฐซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างพื้นฐานแล้ว ยังได้เห็นชีวิตจริงของคนท้องถิ่นที่ยังเหนียวแน่นต่อวัฒนธรรมและการทำงานอย่างมีศิลปะ
ทริปแนะนำและสิ่งที่ควรเตรียม
แนะนำให้มาเที่ยวช่วงเช้าหรือบ่ายต้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแดดจัดและความร้อนจากเตาเผา นอกจากนี้ควรเตรียมรองเท้าที่ใส่สบายและกล้องถ่ายรูป เพราะมุมถ่ายภาพที่นี่มีเยอะมาก ทั้งภาพลูกอิฐเรียงกัน ภาพช่างเผาอิฐกำลังทำงาน และภาพวิวแม่น้ำโขงที่ใกล้ๆ กัน
ถ้าคุณสนใจเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตี้มาเบ๊นแตร สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รถจากโฮจิมินห์ไปเบ๊นแตร ส่วนถ้าต้องการข้อมูลสถานีขนส่งหรือการเดินทางต่อในจังหวัดนี้ ผมมีบทความ สถานีขนส่งเบ๊นแตร และ รถจากเบ๊นแตรไปหมีเทอ ที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก
สรุปความประทับใจจาก mr.hotsia
เตาเผาอิฐเบ๊นแจไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่มันคือหน้าต่างที่เปิดให้เราเห็นวิถีชีวิต ความตั้งใจ และภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ยังคงรักษาและส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน การได้มาเห็นภาพการทำงานจริงของเตาเผาอิฐที่นี่ทำให้ผม mr.hotsia รู้สึกได้ถึงความงดงามของการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
ถ้าคุณกำลังวางแผนมาเที่ยวเวียดนามใต้ อย่าลืมแวะมา เบ๊นแตร แล้วลองหาทัวร์ชมเตาเผาอิฐ ที่นี่จะเติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวของคุณให้แตกต่างและน่าจดจำอย่างแน่นอนครับ