แบกเป้เที่ยวตามหาคนไทยเมืองมากาไรการ์ รัฐอัสสัม อินเดีย
mr.hotsia travel อินเดีย ASSAM(อัสสัม) HOT05790
แบกเป้เที่ยวตามหาคนไทยเมืองมากาไรก้า รัฐอัสสัม อินเดีย กับ mr.hotsia
ถ้าคุณคิดว่าอินเดียมีแค่เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างทัชมาฮาลหรือเดลี ผม mr.hotsia จะพาคุณไปเจาะลึกอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง นั่นคือเมืองมากาไรก้า (Margherita) เมืองเล็กๆ ในรัฐอัสสัม (Assam) ที่ตั้งอยู่ในอำเภอตินซูเกีย (Tinsukia) แถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนที่ผสมผสานชีวิตของชาวไทยกลุ่มไทพ่าเกกับวิถีชีวิตแบบอินเดียได้อย่างน่าสนใจ
มากาไรก้าเป็นเมืองที่ดูเงียบสงบและแทบไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยจากปัญหากลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ใกล้เคียง แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือโอกาสได้สัมผัสชีวิตจริงของชุมชนคนไทยในต่างแดนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ผมเดินทางจากเมืองกูวาฮาติ (Guwahati) เมืองใหญ่ใจกลางรัฐอัสสัม ซึ่งเคยเล่าไว้ในบทความ แบกเป้เที่ยวเมืองกูวาฮาติ รัฐอัสสัม อินเดีย มาเกือบ 480 กิโลเมตรโดยรถยนต์ เพื่อมุ่งหน้าสู่มากาไรก้า
เมืองมากาไรก้า เมืองเหมืองถ่านหินและสวนชาในอ้อมกอดภูเขา
มากาไรก้าเป็นเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขา สวนชา และแม่น้ำ Dihing ที่ไหลผ่าน ตัวเมืองมีสนามกอล์ฟเล็กๆ ที่ดูสวยงามแปลกตาในบริบทของเมืองเหมืองถ่านหินที่เต็มไปด้วยกลิ่นควันและเสียงเครื่องจักร เหมืองถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมหลักของที่นี่ นอกจากนั้นก็มีโรงงานไม้อัดและสวนชาขนาดเล็ก ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนที่นี่ที่ยังยึดโยงกับธรรมชาติและการผลิตในแบบดั้งเดิม
สิ่งที่ผมชอบมากคือความเงียบสงบและความเรียบง่ายของเมืองนี้ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ผมพักที่โรงแรม New Hotel Blue Moon โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองมากาไรก้าเท่าที่ผมเดินสำรวจมา ชั้นล่างเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่มีกลิ่นอาหารอินเดียแบบบ้านๆ และชั้นบนเป็นที่พักราคาประหยัด คืนละประมาณ 300 บาท ถ้าอยากได้ห้องแอร์ก็มีให้เลือกในราคา 400-500 บาท ซึ่งเหมาะกับคนแบกเป้แบบผมมาก
ตามหาคนไทยในหมู่บ้านบ้านป่าหวายมุข
ความน่าสนใจที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ คือการตามหาชุมชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในอินเดีย และสำหรับมากาไรก้านั้น ผมได้ยินชื่อหมู่บ้านคนไทยที่ชื่อว่า บ้านป่าหวายมุข (Powai Mukh) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตกประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยรถยนต์
ผมเช่ารถผ่านทางโรงแรมที่พักในราคาประมาณ 700 บาทสำหรับไป-กลับในช่วงบ่ายวันแรกที่มาถึง เมื่อไปถึงหมู่บ้านก็เจอความเงียบเหงาและความยากลำบากในการสื่อสารกับชาวบ้าน แม้จะพยายามพูดคุยและทำความเข้าใจ แต่ด้วยความต่างภาษาทำให้เข้าใจกันไม่ลึกซึ้งนัก ผมจึงนัดหมายกับชาวบ้านไว้อีกวันเพื่อจะได้อยู่กับพวกเขาและลองทำอาหารท้องถิ่นร่วมกัน
แต่โชคร้ายที่คืนก่อนวันนัดหมาย ชาวบ้านโทรมาบอกว่าต้องยกเลิก เพราะมีงานไหว้โลหะของชาวฮินดูซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยที่นี่นับถือด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ว่าแม้จะเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ความเชื่อและวัฒนธรรมที่ผสมผสานในอินเดียก็มีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่คิด
ประสบการณ์ใหม่ที่บ้านไทฟ่าเก
เมื่อไม่สามารถพักที่บ้านป่าหวายมุขได้ ผมจึงเดินทางไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ชื่อว่า บ้านไทฟ่าเก (Namphake) ซึ่งอยู่ในอำเภอตินซูเกียด้วยเช่นกัน และเคยเล่าไว้ในบทความ แบกเป้เที่ยวตามหาคนไทยเมืองตินซูเกีย รัฐอัสสัม อินเดีย ที่ผมเคยสำรวจมาแล้ว
ที่บ้านไทฟ่าเก ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทพ่าเก ที่นี่คุณจะเห็นวิถีชีวิตไทยในบรรยากาศอินเดียอย่างชัดเจน ทั้งภาษา การแต่งกาย และอาหาร ผมได้ลองกินข้าวเหนียวใส่กล้วยอาหารเช้าแบบโบราณที่พวกเขาทำเอง รวมถึงการนั่งคุยและเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไทยไว้ได้อย่างดี
การเดินทางและเคล็ดลับจาก mr.hotsia
สำหรับการเดินทางในรัฐอัสสัม ผมแนะนำให้คุณเริ่มต้นที่เมืองกูวาฮาติ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมีสนามบินนานาชาติ มีบริการรถแท็กซี่ผ่านแอป Uber ที่สะดวกและปลอดภัย คุณสามารถซื้อซิมอินเดียเพื่อใช้บริการนี้ได้อย่างง่ายดาย การเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เช่น มากาไรก้า ตินซูเกีย หรือดิบูร์การ์ (Dibrugarh) สามารถใช้รถยนต์หรือรถโดยสารเป็นหลัก
ถ้าคุณสนใจศึกษาชุมชนคนไทยในอินเดีย ผมแนะนำให้ลองอ่านบทความ แบกเป้ตามไทพ่าเก รัฐอัสสัม อินเดีย ซึ่งจะให้ข้อมูลลึกซึ้งเกี่ยวกับชาวไทพ่าเก และประวัติศาสตร์ของพวกเขาในดินแดนอัสสัม รวมถึงบทความ แบกเป้เที่ยวรัฐอัสสัม อินเดีย ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจบริบทของพื้นที่นี้ได้ดียิ่งขึ้น
บทสรุปการเดินทางในมากาไรก้า
การมาที่มากาไรก้าและตามหาคนไทยในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เป็นการเดินทางที่ท้าทายและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าที่ผมคาดไว้ ถึงแม้จะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวหรูหรา แต่การได้สัมผัสชีวิตจริงของชาวไทพ่าเกในอินเดีย ได้เห็นภูมิประเทศที่สวยงามและได้ลองชิมอาหารท้องถิ่นอย่างแท้จริง คือสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผม mr.hotsia