ชาวเผ่าเตรียงที่เมืองด๊ากจึง
mr.hotsia travel ลาว แขวงเซกอง HOT05635
ชาวเผ่าเตรียงที่เมืองด๊ากจึง: วิถีชีวิตริมลำเนาไพรแห่งแขวงเซกอง
ผม mr.hotsia มีโอกาสได้เดินทางไปยังเมืองด๊ากจึง (บางคนสะกดเป็น ดากจึง หรือ ดั๊กจึง) เมืองชายแดนเวียดนามในแขวงเซกอง ประเทศลาว ที่ซึ่งชาวเผ่าเตรียงอาศัยอยู่หนาแน่นจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองของพวกเขาโดยแท้จริง การเดินทางไปเมืองด๊ากจึงนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเส้นทางยังลำบาก ทั้งถนนที่ยังสร้างไม่เสร็จ และเส้นทางที่ผ่านป่าเขาลำเนาไพร แต่ความพยายามนี้กลับทำให้ผมได้สัมผัสกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเตรียงอย่างแท้จริง
ก่อนหน้าที่จะมาถึงด๊ากจึง ผมได้แวะพักที่เมืองเซกอง ซึ่งเป็นเมืองหลักของแขวงนี้และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าหาดงดงามแห่งนี้ หากใครสนใจรายละเอียดการเดินทางจากเซกองไปยังด๊ากจึงสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เดินทางเซกองไปด๊ากจึง ที่ผมได้เล่าไว้ครบถ้วน
ภาษาที่ไม่เหมือนใครและชื่อเมืองที่มีหลายเสียง
ชาวเผ่าเตรียง (อ่านว่า ตะ-เรียง) เป็นกลุ่มชนที่มีภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างจากชาวกะเหรียงโดยสิ้นเชิง ภาษาเตรียงที่ใช้เรียกว่าภาษาด๊ากกัง ฟังคร่าวๆ มีคำที่คล้ายภาษาไทย แต่พอฟังจริงๆ แล้วก็ยังไม่เข้าใจคำพูดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ที่น่าสนใจคือคำว่า "ด๊าก" ในภาษาของชาวเตรียงแปลว่าน้ำ หรือแม่น้ำ ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อเมืองด๊ากจึงนี้ด้วย
ผมเคยได้ยินผู้คนในพื้นที่บอกว่าชื่อเมืองนี้จะสะกดหรือเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ความเข้าใจ แต่ผมเลือกใช้คำว่า "ด๊ากจึง" เพราะเป็นชื่อที่เหมาะสมกับภาษาท้องถิ่นและได้รับความนิยมในหมู่ชาวเตรียงมากที่สุด สำหรับใครที่อยากรู้ภาพรวมของเมืองนี้และความเป็นมายิ่งขึ้น ลองอ่านที่ เมืองด๊ากจึง เซกอง ที่ผมเคยเขียนไว้
หมู่บ้านด๊ากซวง: บ้านไม้หลังคาหญ้าและวิถีชีวิตเรียบง่าย
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านด๊ากซวง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองด๊ากจึงประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางไปถึงแม้จะขรุขระและต้องข้ามลำห้วยหลายสาย แต่ก็ยังสามารถใช้รถมอเตอร์ไซค์ธรรมดาเข้าไปได้ไม่ยากมากนัก ระหว่างทางบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความเขียวขจีและธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์
หมู่บ้านด๊ากซวงมีประมาณ 30 หลังคาเรือน มีคนอยู่หลายร้อยคน บ้านเรือนสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยหญ้าแห้งแบบดั้งเดิม เห็นแล้วนึกถึงบ้านชาวเขาที่เมืองคอนตูมเลยครับ ภายในบ้านเย็นสบาย เพราะหลังคาสูงโปร่ง และแต่ละบ้านจะมีกองไฟสำหรับผิงและทำอาหารอยู่ภายในบ้าน ซึ่งเหมาะกับอากาศหนาวเย็นของเมืองด๊ากจึงมาก
น้ำที่ใช้ในหมู่บ้านเป็นน้ำธรรมชาติจากลำห้วยใกล้ๆ ใช้กิน อาบ ซักผ้า และทำอาหาร ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ปลูกมัน รวมถึงปลูกข้าวเม็ดกลมๆ คล้ายข้าวดอยหรือข้าวญี่ปุ่นที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน พวกเขาจะตำข้าวกันเองด้วยครกไม้ และฝัดเปลือกข้าวด้วยมือ ไม่มีเครื่องสีข้าวเหมือนบ้านเรา ซึ่งทำให้ข้าวที่กินเต็มไปด้วยสารอาหารและความดั้งเดิม
อาหารและวิถีการกินที่เรียบง่ายแต่ยั่งยืน
อาหารหลักของชาวเตรียงคือผักต้มใส่เกลือและพริก รสชาติเรียบง่ายแต่ได้พลังงานและสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ เขาจะกินข้าววันละสองมือ คือมื้อสายกับมื้อบ่ายเท่านั้น ส่วนเนื้อสัตว์อย่างไก่หรือหมูจะมีให้กินแค่สัปดาห์ละครั้ง เพราะการเลี้ยงสัตว์ก็เป็นไปแบบพอเพียงและไม่มากมาย
สิ่งที่ผมประทับใจมากคือการใช้ชีวิตอย่างไม่ฟุ่มเฟือย เสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ได้มาจากการขายผักในตลาด หากได้เงินมาก็จะซื้อเสื้อผ้าเพิ่มเติม ส่วนผ้าทอและของใช้ต่างๆ เขาจะหาได้จากป่าหรือปลูกเอง อีกทั้งเด็กๆ ที่นี่ไม่ค่อยได้ใส่เสื้อผ้าเท่าไรนัก เพราะสภาพอากาศและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมทำให้พวกเขาเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ
พิธีกรรมและวัฒนธรรมการสูบกระบอกยา “ปันก๊อก”
สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเตรียงและผมได้เห็นด้วยตัวเองคือการสูบกระบอกยาขนาดใหญ่ที่เขาเรียกว่า “กระบั้ง” หรือ “ปันก๊อก” ซึ่งเป็นบ้องยาที่สูบกันในวงล้อมรอบกองไฟ วิธีการสูบจะมีเสียงน้ำก๊อกๆ ก๊อกๆ พอสูบเสร็จก็จะส่งต่อกันไปในวง หนุ่มส่งให้สาว สาวส่งให้หนุ่ม เพื่อแบ่งปันความสนุกและความสัมพันธ์ในชุมชน นี่คือเสน่ห์ของชาวเตรียงที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
แม้ว่าผมได้รับเชิญให้สูบปันก๊อกด้วย แต่ผมเลือกที่จะนั่งฟังและกินข้าวสวยร้อนๆ กับผักต้มที่พวกเขาเตรียมไว้ให้ เป็นความอบอุ่นและเป็นมิตรที่หาได้ยากในยุคนี้
ชุมชนที่แทบไร้นักท่องเที่ยว และความสงบที่แท้จริง
หมู่บ้านด๊ากซวงและเมืองด๊ากจึงโดยรวมแทบไม่มีนักท่องเที่ยวจากภายนอกเข้ามาเลย ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้มาเยือนที่นี่ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เคยเข้ามาทำวิจัยก็มีเพียงกลุ่มเล็กๆ จากญี่ปุ่นเท่านั้น ความที่เมืองนี้ยังคงความดิบและธรรมชาติอยู่มาก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต
หากใครอยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากเมืองเซกอง ซึ่งมีตลาดเช้าและบรรยากาศเมืองเล็กๆ ให้เดินเล่นก่อนจะออกเดินทางสู่ด๊ากจึง สำหรับข้อมูลในตลาดเช้าเซกองและเมืองท่าแตงที่อยู่ใกล้เคียง สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก ตลาดเช้าท่าแตงแขวงเซกอง ลาว ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในทริปเดียวกันนี้
การเดินทางที่ท้าทายแต่คุ้มค่า
ผมขอเน้นย้ำว่าการเดินทางไปเมืองด๊ากจึงยังไม่สะดวกสบายถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวทั่วไป ถนนยังขรุขระและบางช่วงยังต้องระวัง โดยเฉพาะในฤดูฝนที่เสี่ยงทั้งดินถล่มและลื่นล้ม การมาเที่ยวที่นี่จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการผจญภัยและอยากสัมผัสกับวัฒนธรรมที่แท้จริงของชนเผ่าต่างๆอย่างลึกซึ้ง
หากสนใจรายละเอียดการเดินทางแบบเต็มๆ พร้อมคำแนะนำผมแนะนำให้คลิกอ่าน เดินทางเซกองไปด๊ากจึง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางจริง
สรุป
เมืองด๊ากจึงและหมู่บ้านด๊ากซวงเป็นแหล่งที่ผม mr.hotsia รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งจากการได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเผ่าเตรียงที่ยังคงความดั้งเดิมและเรียบง่ายอย่างแท้จริง ความเป็นมิตรของคนในชุมชน อาหารที่กินเอง ปลูกเอง และวัฒนธรรมการสูบปันก๊อกที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในโลกยุคนี้
ถ้าคุณชอบความท้าทายและอยากเห็นอะไรที่แตกต่างจากเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไป ด๊ากจึงคือจุดหมายที่ผมอยากแนะนำให้คุณลองมาเยือนด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต