จุดผ่านแดนจากเชาด็อกไปพนมเปญ(vinh xung - kaam damnor border)
mr.hotsia travel กัมพูชา พนมเปญ HOT00318
ด่านผ่านแดนเชาด็อก-พนมเปญ: เส้นทางล่องเรือข้ามโขงที่ยังคงมนต์เสน่ห์
ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อด่าน vinh xung – kaam damnor แล้วรู้สึกว่าจำยากล่ะก็ ลองเรียกง่าย ๆ ว่า “ด่านเชาด็อก-ตาแก้ว” ก็พอจะเข้าใจได้ชัดเจนกว่า เพราะมันคือจุดผ่านแดนระหว่างเมืองเชาด็อกในเวียดนาม กับจังหวัดตาแก้วของกัมพูชา ที่ผม, mr.hotsia, ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์เดินทางจริงมาครั้งหนึ่งแล้วอยากเล่าให้ฟังแบบเต็ม ๆ
จุดผ่านแดนนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ซึ่งฝั่งเวียดนามนั้นจะอยู่ในจังหวัดอันเกียง (An Giang) เขตเมืองเชาด็อก (Chau doc) ส่วนฝั่งกัมพูชาคือจังหวัดตาแก้ว (Takeo) โดยที่ฝั่งกัมพูชาจะติดกับจังหวัดกันดาน (Kandal) อีกฝั่งหนึ่ง ด่านนี้มีความพิเศษตรงที่บนฝั่งเวียดนามเอง ด่านผ่านแดนตั้งอยู่บนเรือลอยน้ำเลยทีเดียว ส่วนฝั่งกัมพูชาต้องเดินขึ้นตลิ่งมา ผ่านด่านบนบก ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่จุดผ่านแดนทางน้ำที่ยังเปิดให้บริการในโลกยุคที่ถนนหนทางเจริญขึ้นทุกวันแบบนี้
เพราะอะไรเส้นทางนี้ถึงน่าสนใจ?
สำหรับ mr.hotsia ผมมองว่าเส้นทางนี้เป็นโอกาสดีที่นักเดินทางอย่างเราจะได้สัมผัสบรรยากาศการเดินทางแบบดั้งเดิม ด้วยเรือข้ามฟากที่ยังเปิดให้บริการก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยถนนหนทางที่สะดวกรวดเร็วขึ้นในอนาคต เพราะเส้นทางเรือแบบนี้ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา เหมือนที่ผมเคยเจอในหลาย ๆ เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้
ผมจำได้ว่าก่อนขึ้นเรือ ผมแวะซื้อขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีขายในด่านฝั่งเวียดนาม เช่น กล้วยแขกทอด ขนมปังกรอบ น้ำดื่ม ซึ่งราคาจะสูงกว่าปกตินิดหน่อย แต่ฝั่งกัมพูชาจะถูกกว่า อาหารบนเรือมักจะมีบริการ แต่ถ้าเรือไหนไม่มี ก็สามารถเตรียมอาหารมากินเอง หรือซื้อที่ด่านก่อนขึ้นเรือได้เลย
ขั้นตอนการผ่านแดนที่ไม่ยุ่งยาก
สำหรับการผ่านแดนที่ด่านนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เจ้าหน้าที่เรือจะรวบรวมพาสปอร์ตของผู้โดยสารทั้งหมดไปดำเนินการเรื่องตรวจคนเข้าเมืองให้ที่ฝั่งเวียดนาม เราแค่รออย่างเดียว ส่วนฝั่งกัมพูชาต้องเดินขึ้นตลิ่งมาต่อคิวประทับลายนิ้วมือ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เสียเวลามาก
สำหรับนักท่องเที่ยวไทยอย่างเราไม่ต้องกังวลเรื่องวีซ่า เพราะกัมพูชาอนุญาตให้คนไทยเข้าอยู่ได้ 30 วันโดยใช้หนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียว ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางด้วยวิธีไม่เร่งรีบและต้องการสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นทั้งสองฝั่งโขง
เชื่อมต่อการเดินทางสู่พนมเปญและจังหวัดตาแก้ว
หลังจากผ่านด่านเข้ามาฝั่งกัมพูชาแล้ว จังหวัดตาแก้วถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเดินทางเข้า พนมเปญ หรือจังหวัดอื่น ๆ ในกัมพูชา ผมเองเคยนั่งรถของบริษัทโสรยาทัวร์จากตาแก้วไปพนมเปญ ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง รถแอร์แม้จะไม่เย็นเท่าไหร่แต่ก็สะดวกสบาย มีวันละหลายเที่ยวให้เลือกตามตารางเดินรถที่สถานีขนส่งในพนมเปญ
สำหรับการเดินทางต่อไปยังเมืองต่าง ๆ อย่างพนมเปญ ที่นี่ก็มี สถานีขนส่งพนมเปญ ที่บริการรถไปยังจังหวัดต่าง ๆ และมีระบบการซื้อตั๋วผ่านเอเจนซี่ที่โรงแรมหรือที่พักซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก ผมแนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าเพื่อความชัวร์ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการเดินทางแบบไม่เร่งรีบและอยากเห็นชีวิตริมทางในชนบทของกัมพูชา
วิถีชีวิตและอาหารริมฝั่งโขง
เมื่อคุณนั่งเรือข้ามฟากหรือเดินทางผ่านด่านนี้ คุณจะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด ทั้งเรือหาปลาเล็ก ๆ ลำเรือขนส่งของชาวบ้าน และตลาดเล็ก ๆ ริมฝั่งที่ขายของสด อาหารท้องถิ่น รวมถึงขนมพื้นบ้านที่หากินยากในเมืองใหญ่
ถ้าอยากแนะนำให้ลองแวะชิมอาหารเขมรพื้นบ้านในพนมเปญ ผมมีบทความเรื่อง อาหารเขมร ที่ผมรวบรวมประสบการณ์การกินในเมืองหลวงไว้ ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจรสชาติและวัฒนธรรมการกินของชาวกัมพูชามากขึ้น
แนะนำทริปเสริมในกัมพูชา
ถ้าคุณมีเวลามากพอ การเดินทางจากพนมเปญไปจังหวัดตาแก้วและต่อเนื่องสู่จังหวัดกำปอดก็เป็นไอเดียที่ดี เพราะกำปอดขึ้นชื่อเรื่องพริกไทยดำที่มีรสชาติหอมและไม่เผ็ดจัด เหมาะกับการซื้อกลับเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนเที่ยวต่อไปยังเมืองชายทะเลอย่างสีหนุวิลล์ได้อีกด้วย
สำหรับคนที่ชอบเที่ยวในเมืองพนมเปญ ผมแนะนำให้ไปเดินเล่นที่ ตลาดสดพนมเปญ ยามเช้า ดูชีวิตประจำวันของชาวบ้าน และแวะลิ้มลองเป็ดย่างเขมรในตลาดสด หรือถ้าอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็ไม่ควรพลาด โตนสเลง คุกยุคเขมรแดง ที่เป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา
สรุปความประทับใจจาก mr.hotsia
สำหรับผม การเดินทางผ่านด่านเชาด็อก-ตาแก้ว ไม่ใช่แค่การข้ามพรมแดนธรรมดา แต่คือการได้สัมผัสคาแรกเตอร์ของสองประเทศที่อยู่ติดกัน ผ่านสายน้ำโขงที่ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ทุกคนที่ชอบเดินทางด้วยใจอยากให้ลองเส้นทางนี้ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปในอนาคต ด้วยความที่มันเป็นด่านผ่านแดนทางน้ำที่ยังใช้งานได้และไม่เหมือนใครในโลก เหมือนที่ mr.hotsia เคยสัมผัสมาด้วยตัวเองในเดือนมกราคม 2555